ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นประเทศที่ใหญ่ดังนั้นเรื่องของภูมิประเทศจึงมี ความหลากหลาย คือมีทั้ง ทะเลทราย ภูเขา ป่าดง ที่ราบสูง ที่ราบลุ่ม ด้วยความที่เป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่มากจึงได้มีการแบ่งรัฐออกเป็นภูมิภาคต่างๆ ตามลักษณะภูมิประเทศดังนี้
ครอบคลุมพื้นที่ของรัฐ Maine, New Hampshire, Vermont, Massachusetts, Connecticut และ Rhode Island
ครอบคลุมพื้นที่ของรัฐ New York, New Jersey, Pennsylvania, Delaware และ Maryland
ครอบคลุมพื้นที่ของรัฐ Virginia ลงไปทางใต้จนถึงรัฐ Florida และไปทางตะวันตกจนถึงรัฐ Texas ตอนกลาง รัฐที่อยู่ในภูมิภาคนี้ยังรวมถึง West Virginia, Kentucky, Tennessee, North Carolina, South Carolina, Georgia, Alabama, Mississippi, Arkansas, Louisiana และส่วนหนึ่งของรัฐ Missouri และ Oklahoma
ครอบคลุมตั้งแต่พื้นที่ของรัฐ Ohio จนถึง Nebraska และรวมถึงรัฐ Michigan, Indiana, Wisconsin, Illinois, Minnesota, Lowa, Parts of Missouri, North Dakota, South Dakota, Kansas และ ด้านตะวันออกของ Colorado
ครอบคลุมพื้นที่ของรัฐ Texas ด้านตะวันตก ส่วนหนึ่งของรัฐ Oklahoma, New Mexico, Arizona, Nevada และทางตอนใต้ของ California
ครอบคลุมพื้นที่ของรัฐ Colorado, Wyoming, Montana, Utah, California, Nevada, Idaho, Oregon, Washington, Alaska และ Hawaii
จะแบ่งออกเป็น 4 ภาคใหญ่และในแต่ละภาคจะมีเวลาที่แตกต่างจากประเทศไทยดังนี้
ในภาคตะวันออก Eastern Time Zone(EST) ซึ่งได้แก่ Boston, New York, Washington D.C., Miami, Cleveland จะมีเวลาช้ากว่าประเทศไทยเท่ากับ 12 ชั่วโมง แต่จะมีการปรับเวลาในหน้าหนาวลดลง 1 ชั่วโมง (ช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน) ซึ่งเวลาจะกลายเป็นช้ากว้าประเทศไทย 13 ชั่วโมงในช่วงหน้าหนาว
ในภาคกลางของประเทศ หรือ Central Time Zone ซึ่งได้แก่ Chicago, New Orleans จะมีเวลาช้ากว่าประเทศไทยเท่ากับ 13 ชั่วโมง แต่จะมีการปรับเวลาในหน้าหนาวลดลง 1 ชั่วโมง (ช่วงเดือนมีนาคม-เดือนเมษายน) ซึ่งเวลาจะกลายเป็นช้ากว้าประเทศไทย 14 ชั่วโมงในช่วงหน้าหนาว
ในเขตแถบภูเขา หรือ Mountain Time Zone ซึ่งได้แก่ Denver และ Phoenix จะมีเวลาช้ากว่าประเทศไทยเท่ากับ 14 ชั่วโมง แต่จะมีการปรับเวลาในหน้าหนาวลดลง 1 ชั่วโมง (ช่วงเดือนมีนาคม-เดือนเมษายน) ซึ่งเวลาจะกลายเป็นช้ากว้าประเทศไทย 15 ชั่วโมงในช่วงหน้าหนาว
ในเขตย่านมหาสมุทรแปซิฟิค หรือ Pacific Time Zone ซึ่งได้แก่ San Francisco, Seattle, Hawaii จะมีเวลาช้ากว่าประเทศไทยเท่ากับ 15 ชั่วโมง แต่จะมีการปรับเวลาในหน้าหนาวลดลง 1 ชั่วโมง (ช่วงเดือนมีนาคม-เดือนเมษายน) ซึ่งเวลาจะกลายเป็นช้ากว้าประเทศไทย 16 ชั่วโมงในช่วงหน้าหนาว
** การปรับเวลา เรียกว่า Daylight Saving Time **
มิถุนายน - สิงหาคม
กันยายน - พฤศจิกายน
ธันวาคม - กุมภาพันธ์
มีนาคม - พฤษภาคม
ชั้นประถมศึกษา และ มัธยมศึกษา
นักเรียนในอเมริกาจะใช้เวลาในระดับประถมศึกษา และ มัธยมศึกษา ประมาณ 12 ปี ซึ่งแต่ละปีจะเรียกว่า“เกรด”หรือ (Grade) โดยส่วนมากนักเรียนอเมริกัน จะเข้าเรียนตั้งแต่ อายุ 6 ขวบ และเริ่มเรียนตั้งแต่เกรดหนึ่ง ถึง เกรดสิบสอง
โดยระดับชั้นมัธยมศึกษาจะแบ่งเป็นสองหลักสูตร ได้แก่ Junior high school ซึ่งคือ มัธยมศึกษาตอนต้น และ High school ก็คือมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งหลังจากนั้น นักเรียนก็จะเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้ โดยยื่น ผลสอบ SAT, เกรดเฉลี่ย GPA, ใน recommendations, Resume และ อื่นๆ
โรงเรียนมัธยมศึกษา มีทั้ง โรงเรียนรัฐบาล และ เอกชน ซึ่งโรงเรียนเอกชนจะแบ่งเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ Independent school หรือ Prep. School เป็นโรงเรียนเตรียมนักเรียน เข้ามห่วิทยาลัย), Bible school ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนศาสนา, และ Parochial school หรือ โรงเรียนศาสนาโรมันคาธอลิก
การศึกษาระดับอนุปริญญาตรี (Associate Degree)
การศึกษาระดับอนุปริญญาตรีอาจเป็นหลักสูตรโอนย้ายที่เทียบเท่ากับหลักสูตรปริญญาตรีในช่วงสองปีแรก หรือ สองปีสุดท้าย ซึ่งเตรียมพร้อมนักศึกษาสำหรับอาชีพใดอาชีพหนึ่งโดยเฉพาะ
• หลักสูตรสองปีที่วิทยาลัยชุมชนหรือวิทยาลัยเอกชน
• ประเภทของคุณวุฒิ: อนุปริญญาตรีด้านศิลปศาสตร์ (Associate of Arts: AA) หรืออนุปริญญาตรีด้านวิทยาศาสตร์ (Associate of Science: AS)
• นักศึกษาสามารถที่จะโอนย้ายไปศึกษาต่อได้ที่วิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัยที่มี
หลักสูตร 4 ปี
วิทยาลัยประจำท้องถิ่น (Community College) ซึ่งเป็นของรัฐหรือเอกชน คือสถาบันที่ตั้งอยู่ในชุมชน และยังเป็นที่รู้จักในนามของวิทยาลัยประจำเขต (County College) วิทยาลัยทั่วไป (Junior College) วิทยาลัยเทคโนโลยี (Technology College) หรือวิทยาลัยประจำเมือง (City College)
การศึกษาระดับปริญญาตรี
การศึกษาระดับปริญญาตรีในสหรัฐอเมริกามีความยืดหยุ่นสูง โดยนักศึกษาสามารถเลือกสาขาได้อย่างหลากหลาย
• ใช้ระยะเวลาศึกษา 4 ปีในวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัย
• มหาวิทยาลัยจะใช้คะแนนสอบ SAT หรือ ACT เป็นเกณฑ์หนึ่งในการพิจารณารับนักศึกษาเข้าศึกษาต่อ
• โดยทั่วไปแล้วการศึกษาระดับปริญญาตรีจะแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ระยะแรกจะเป็นการเรียนวิชาพื้นฐาน ซึ่งประกอบด้วยวิชาหลักๆ เช่น คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ มนุษยศาสตร์ วิทยาศาสตร์กายภาพและสังคมศาสตร์ ระยะที่สองจะให้ความสำคัญกับวิชาที่นักศึกษาเลือกเรียน หรือที่เรียกว่าวิชาเอก
• ประเภทของปริญญาตรี ได้แก่ ศิลปศาสตร์บัณฑิต (Bachelor of Arts: BA), วิทยาศาสตร์บัณฑิต (Bachelor of Science: BS) และอื่นๆ
• นักศึกษาจะสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีเมื่อเก็บหน่วยกิตได้ตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด และสอบผ่านวิชาบังคับในสาขาวิชาเอก
การศึกษาภายหลังระดับปริญญาโท – เอก ในสหรัฐอเมริกา
นักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีแล้วสามารถที่จะศึกษาต่อระดับปริญญาโทและเอก ได้อย่างต่อเนื่อง การศึกษาภายหลังระดับปริญญาตรีในสหรัฐอเมริกาจะเป็นการศึกษาวิชาเฉพาะที่เข้มข้นกว่าหลักสูตรปริญญาตรี และถือว่านักศึกษาจะต้องมีความรู้พื้นฐานในสาขาวิชาที่เลือกเรียนอยู่แล้ว
การศึกษาระดับปริญญาโท
การศึกษาระดับปริญญาโท ไม่ว่าจะเป็นสายวิชาการหรืออาชีพ นักศึกษาจะได้รับความรู้เพิ่มเติมและการฝึกอบรมในสาขา
วิชาเฉพาะ หลักสูตรปริญญาโทจะมีให้เลือกหลากหลายสาขา
• โดยทั่วไปแล้วการศึกษาระดับปริญญาโทจะใช้เวลา 2 ปี ในสาขาวิชาเฉพาะ
• มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่จะใช้คะแนนสอบ Graduate Record Examination (GRE) เป็นเกณฑ์หนึ่งในการพิจารณารับนักศึกษาเข้าศึกษาต่อ
• สำหรับหลักสูตร MBA มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่จะใช้คะแนนสอบ Graduate Management Admissions Test (GMAT) เป็นเกณฑ์หนึ่งในการพิจารณารับนักศึกษาเข้าศึกษาต่อ
หลักสูตรนิติศาสตร์และแพทยศาสตร์จะเปิดสอนในระดับปริญญาโทเท่านั้น โดยนักศึกษาจะต้องสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีของทั้งสองสาขามาก่อนที่จะสมัครเข้าศึกษาต่อ
การศึกษาระดับปริญญาเอก
การศึกษาระดับปริญญาเอกประกอบด้วย การเรียนขั้นสูงในชั้นเรียน การสัมมนา การเขียนปริญญานิพนธ์ การฝึกอบรมนักศึกษาเพื่อให้เป็นนักวิชาการและนักวิจัย เพื่อที่จะเป็นอาจารย์ในสาขาใดสาขาหนึ่งในวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัย
• ใช้ระยะเวลาเรียนอย่างน้อย 3 ปี
• มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่จะใช้คะแนนสอบ Graduate Record Examination (GRE) เป็นเกณฑ์หนึ่งในการพิจารณารับนักศึกษาเข้าศึกษาต่อ
• นักศึกษาจะได้รับคุณวุฒิดุษฎีบัณฑิต (PhD.) เมื่อสำเร็จการศึกษา
• รูปถ่ายสำหรับขอวีซ่าอเมริกา ขนาด 55 ซม.
• เอกสาร I-20 จากโรงเรียน
• Visa application หรือ DS160
• ใบเสร็จค่า SEVIS
• ใบเสร็จค่าธรรมเนียมวีซ่า
• ใบนัดสัมภาษณ์วีซ่า
• เอกสารประกอบการพิจารณาอื่นๆ เช่น ทะเบียนบ้าน, บัตรประชาชน, ใบรับรองฐานะการเงิน ใบรับรองการงาน, transcript ของโรงเรียน และอื่นๆ
